มิจฉาชีพออนไลน์ปรับกลยุทธ์

มิจฉาชีพออนไลน์ปรับกลยุทธ์
“ล่าเหยื่อรายใหญ่”
ทำยอดความเสียหายพุ่ง
แม้จำนวนคดีลดลง
โดยเฉพาะคดีหลอกลงทุนยังครองอันดับ 1
“เคสน้อยลง แต่สูญเงินมากขึ้น” มิจฉาชีพปรับกลยุทธ์ใช้บทสคริปต์ที่แนบเนียนขึ้นเพื่อดึงเงินจากเหยื่อต่อรายให้สูงที่สุด โดยเฉพาะ “คดีแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น” ที่ยอดความเสียหายพุ่งกระฉูดถึง 67.5% สะท้อนการพุ่งเป้าไปที่ผู้มีกำลังทรัพย์สูง
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติ
📊 สรุปสถานการณ์ภัยไซเบอร์ (15-21 มี.ค. 69)
จากการวิเคราะห์ข้อมูลผ่าน ThaiPoliceOnline พบประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องเฝ้าระวัง ดังนี้:
📈 สถิติมูลค่าความเสียหาย: ในรอบสัปดาห์มีคดีรวม 7,231 คดี แม้จำนวนจะลดลง แต่ความเสียหายกลับเพิ่มขึ้นเป็น 488,765,704 บาท
⚠️ กลุ่มเป้าหมาย: ผู้หญิงอายุ 31-40 ปี ตกเป็นเหยื่อมากที่สุดในคดีหลอกซื้อสินค้าและหลอกทำงานออนไลน์ ขณะที่กลุ่มอายุ 18-25 ปี มักตกเป็นเหยื่อแก๊ง Call Center
🏆 คดีอันตราย: “หลอกลงทุน” ยังคงครองแชมป์ความเสียหายอันดับ 1 และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
🛡️ 3 วิธีเช็กให้ชัวร์ “ก่อนโอนเงินลงทุน”
เช็กผ่านแอป “SEC Check First”: ตรวจสอบชื่อบริษัทกับ ก.ล.ต. ต้องมีสถานะ “ได้รับอนุญาต” และข้อมูลติดต่อชัดเจน
ชื่อบัญชีต้องเป็นนิติบุคคล: บัญชีรับโอนเงิน ต้องเป็นชื่อบริษัท ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากให้โอนเข้าบัญชีชื่อ “บุคคลธรรมดา” คือมิจฉาชีพ 100%
ระวังแอปฯ ปลอม: อย่ากดลิงก์ดาวน์โหลดแอปฯ โดยตรงจากแชท มิจฉาชีพมักสร้างแอปฯ เลียนแบบโลโก้ของจริงเพื่อ
ในรอบสัปดาห์ ศูนย์ ACSC ช่วยระงับการโอนเงินได้ทันท่วงทีรวมกว่า 9.3 ล้านบาท โดยมีเคสที่น่าสนใจดังนี้:
หากสงสัยว่าถูกหลอก หรือต้องการปรึกษาคดีออนไลน์ โทรสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ